แบดมินตันโอลิมปิก
บุญศักดิ์ พลสนะ
แบ่งปัน
ตำนานขนไก่ที่คนไทยไม่มีลืม
ปิดฉากการทำหน้าที่ของ "ซูเปอร์แมน"บุญศักดิ์ พลสนะ นักตบลูกขนไก่ชายเดี่ยว เพียงหนึ่งเดียวของไทยที่เข้าชิงชัยในมหกรรม "โอลิมปิกเกมส์" มากสุดถึง 5 ครั้ง หรือกว่า 20 ปี

เส้นทางของขวัญใจชาวไทยที่มีดีกรีแชมป์ชายเดี่ยวประเทศไทย 13 สมัย ถูกเรียกติดทีมชาติไทยเพื่อเข้าร่วมมหกรรมกีฬาแรก คือ เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่กรุงเทพมหานคร ในปี ค.ศ.1998 ด้วยวัยเพียง 16 ปี แต่พ่าย โรสลิน ฮาชิม จากมาเลเซีย 1-2 เกม ตกรอบสอง และร่วมทีมไปซีเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่กรุงบันดาร์เสรี เบกาวัน ประเทศบรูไน
เมื่อปี ค.ศ.1999 และในปีถัดมาก็สร้างความฮือฮาให้กับวงการแบดมินตันไทย ด้วยการคว้าโควต้าไปแข่งขัน "โอลิมปิกเกมส์" ครั้งที่ 27 ครั้งแรก ในปี ค.ศ. 2000 ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งอายุขณะนั้นเพียง 18 ปี และแม้จะตกรอบ 64 คน แต่นั่นเป็นจุดเริ่มต้นยุคทองของ บุญศักดิ์

ต่อมา บุญศักดิ์ ร่วมทีมซีเกมส์ ครั้งที่ 22 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และสามารถคว้าเหรียญเงินประเภทชายเดี่ยวมาครองได้ หลังจากรอบชิงฯ พ่าย โรสลิน ฮาชิม จากมาเลเซีย 0-2 เกม ก่อนที่ปี ค.ศ.2002 จะไปแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 14 ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ แต่ก็ตกรอบสองเช่นเคย ซึ่งนั่นนับเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพราะให้หลัง 2 ปี "ซูเปอร์แมน" ก็คว้าแชมป์ระดับ "กรังด์ปรีซ์ โกลด์" ได้เป็นครั้งแรกในศึก "เอสซีจี ไทยแลนด์ โอเพ่น" และเป็นชายเดี่ยวไทยคนที่สอง ต่อจาก "สมพล คูเกษมกิจ" ทำได้เป็นคนแรกในปี ค.ศ.1990 
 


ในปีเดียวกัน บุญศักดิ์ คว้าโควต้าโอลิมปิกเกมส์ครั้งที่สอง "เอเธนส์เกมส์ 2004" บนดินแดนเทพนิยาย และระเบิดฟอร์มสุดเจ๋ง ทะลุไปถึงรอบรองชนะเลิศ เจอกับ เทาฟิค ฮิดายัต ตำนานแบดมินตันแดนอิเหนา และพ่ายไป 0-2 เกม และถูก โซนี่ เดวี คุนโคโร่ มือเก๋าอินโดนีเซียอีกราย หักอกซ้ำสองในรอบชิงเหรียญทองแดง ด้วยการเอาชนะไป 2-0 เกมอีกครั้งจนพลาดเหรียญทองแดงไปอย่างน่าเสียดาย

จากนั้นอีก 3 ปีก็คว้าแชมป์ "ซูเปอร์ซีรี่ส์" แรกในชีวิตได้คือศึก "สิงคโปร์ โอเพ่น" และปี ค.ศ.2008 ก็หยิบแชมป์ "อินเดีย โอเพ่น" ซึ่งขณะนั้นเป็นรายการระดับ "กรังด์ปรีซ์ โกลด์" พร้อมกับไปแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 29 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เป็นครั้งสามแต่ถูก โซนี่ เดวี คุนโคโร่ เอาชนะ 2-0 เกมอีกครั้ง จนตกรอบสองไปพร้อม "แชมป์เก่า"เทาฟิค ฮิดายัต

หลังผ่านโอลิมปิกเกมส์มาถึง 3 ครั้ง อุปสรรคลูกใหญ่ก็เริ่มถาโถมเข้ามาในชีวิตยอดนักแบดมินตันในตำนานรายนี้ ทั้งปัญหาความขัดแย้งกับผู้บริหารภายในสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศฯ จนต้องแยกไปฝึกซ้อมที่คอร์ตย่านแบริ่ง ในช่วงปี ค.ศ.2010 แต่ช่วงนั้น บุญศักดิ์ ยังทำผลงานจนเข้าชิงรายการระดับนานาชาติได้หลายรายการ โดยเฉพาะในระดับ "ซูเปอร์ซีรี่ส์" ทั้งรองแชมป์ "สิงคโปร์ โอเพ่น" ปี ค.ศ.2009-2010 จนถึง "เจแปน โอเพ่น" ปี ค.ศ.2012 และกลับมาคว้าแชมป์ "สิงคโปร์ โอเพ่น" ได้เป็นครั้งที่สองในปีเดียวกัน 
 
  สำหรับโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 30 "ลอนดอนเกมส์" เมื่อปี ค.ศ.2012 มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดแข่งขันในโอลิมปิกเป็นครั้งแรก โดยรอบแรกแข่งขันแบบแบ่งกลุ่ม ซึ่งบุญศักดิ์ อยู่ร่วมกลุ่มกับ "เฉิน หลง" ที่ในเวลานั้นเป็นดาวรุ่งขึ้นมา และบุญศักดิ์ ก็ต้านทานความสดของสายเลือดใหม่แดนมังกรไม่ไหว พ่ายไป 0-2 เกม กระเด็นตกรอบแรกอย่างน่าเสียดาย และเกือบจะโบกมืออำลาทีมชาติไทยไปในเวลานั้น เพราะด้วยอายุเข้าเลขสามแล้วนั่นเอง

อย่างไรก็ดี บุญศักดิ์ ยังคงไม่ท้อและตัดสินใจสู้ต่อ ตระเวณเดินทางแข่งขันเก็ยคะแนนสะสมทั่วโลก จนคว้าโควต้ามาแข่งขัน "รีโอเกมส์ 2016" ได้เป็นครั้งที่ 5 ในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่สุดของมวลมนุษยชาติ และเป็นนักแบดมินตันไทยที่เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์มากที่สุด นับตั้งแต่ก็ตั้ง สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ มา 66 ปี ถึงผลงานจะไม่ต่างจาก 4 ปีก่อน


แต่ในแมตช์สุดท้ายของรอบแรก บุญศักดิ์ สวมหัวใจที่แข็งแกร่ง เอาชนะ ลี ดอง คุน หนุ่มวัย 26 ปี ไปได้อย่างสนุก 2-1 เกมชนิดที่แฟนกีฬาแชมป์บ้าในสนามปรบมือให้กึกก้อง และถือเป็นแมตช์สั่งลาที่น่าประทับในไม่น้อย
ด้วยวัย 34 ปี และเดินบนเส้นทางของแบดมินตันมาทั้งชีวิต บุญศักดิ์ ตัดสินใจทุบกระปุกนำเงินที่ได้จากการเล่นกีฬาตบลูกขนไก่มาทั้งชีวิตกว่าสิบล้านบาท มาลงทุนสร้างคอร์ตแบดมินตันเป็นของตัวเองบนพื้นที่กว่า 1 ไร่ติดถนนย่านสุขาภิบาล 5 เพื่อรองรับนักกีฬาของทีม "พลสนะ" ที่ก่อตั้งขึ้นมา ซึ่งจะเริ่มวางเสาเข็มในวันที่ 3 ก.ย.นี้ ในส่วนของครอบครัวกับคู่ชีวิต "น้องใหม่" ทวีพร เมฆศิขริน ก็อยากจะมีทายาทเร็วนี้ แต่อยากให้ลูกเกิดช่วงต้นปี
 
"วงการแบดมินตันไทยพัฒนาขึ้นมาก แต่สถานการณ์ของเศรษฐกิจเวลานี้ เป็นเรื่องยากที่จะหาผู้สนับสนุนทีม ประกอบกับเป็นทีมที่มีแต่นักกีฬาระดับเยาวชน จึงขาดแรงจูงใจให้สปอนเซอร์เข้ามาสนับสนุน ในแง่การทำทีมจึงต้องใช้เวลาพอสมควร ส่วนการตัดสินใจจะเล่นต่อไปอีกนานเท่าใดคงต้องดูสภาพร่างกายจนถึงสิ้นปีนี้ แต่สำหรับรายการชิงแชมป์ประเทศไทย "เอสซีจี ออล ไทยแลนด์" ยังอยากคว้าแชมป์สมัยที่ 14 ให้ได้" บุญศักดิ์ พูดทิ้งท้าย  

ต้องยอมรับว่าด้วยผลงานและการใช้ชีวิตนอกสนามจะทำให้ชื่อของ "บุญศักดิ์ พลสนะ" ถูกจารึกเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจ ในความทรงจำของคนไทย และวงการตบลูกขนไก่โลกไปอีกนานแสนนาน (ดอกปีกไก่)